Thursday, December 17, 2009

ใช้ php จะใช้ for loop วนลูปให้พิมพ์ A ถึง Z ออกมา


for($letters = range('A','Z'), $i=0; isset($letters{$i}); $i++) {
echo $letters{$i};
}

?>

การคำนวณเลขคณิตในระดับบิต

การคำนวณเลขคณิตในระดับบิต

การคำนวณแบบบิตที่ใช้ในภาษาซี ก็ใช้ได้กับภาษา PHP ตามตารางข้างล่างนี้


ตัวอย่าง
ความหมาย
$x & $y
$x | $y
$x ^ $y
~ $x
$x << $y
$x >> $y
AND
OR
XOR
NOT
SHIFT LEFT
SHIFT RIGHT

การเปรียบเทียบตัวเลขสำหรับสร้างเงื่อนไข

การเปรียบเทียบตัวเลขสำหรับสร้างเงื่อนไข


เครื่องหมาย
ความหมาย
==
>
>=
<
<=
!=
เท่ากับ
มากกว่า
มากกว่าหรือเท่ากับ
น้อยกว่า
น้อยกว่าหรือเท่ากับ
ไม่เท่ากับ

เรา สามารถสร้างเงื่อนไขจากการเปรียบเทียบมากกว่าน้อยกว่านี้ได้ซับซ้อนมากขึ้น โดยใช้ "และ" "หรือ" "ไม่" มาประกอบ ตัวอย่างเช่น


ตัวอย่าง
ความหมาย
($x == -1) || ($x==1)


($x <>1)


! ($x==0)
ถ้า $x มีค่าเท่ากับ -1 หรือ 1 จะได้เงื่อนไขเป็นจริง นอกเหนือจากนั้นเป็นเท็จ
ถ้า $x มีค่าน้อยกว่า 10 และ มากกว่า 1 ก็จะได้เงื่อนไขที่เป็นจริง นอกเหนือจากนั้นเป็นเท็จ
ถ้า $x ไม่เท่ากับศูนย์ ก็ได้เงื่อนไขเป็นจริง นอกเหนือจากนั้นเป็นเท็จ

การ ใช้ || และ && มีลักษณะการทำงานเหมือนในภาษาซี อย่างกรณีของ ($x || $y) ถ้า $x เป็นจริงจะไม่มีการพิจารณา $y และสำหรับ ($x && $y) ถ้า $x เป็นเท็จแล้วจะไม่มีการพิจารณา $y ต่อ

switch-case

switch-case

นอกเหนือจากการใช้ if-else ในการจำแนกกรณีตามเงื่อนไขแล้ว เรายังสามารถใช้โครงสร้างแบบ switch-case ได้ ตัวอย่างเช่น


ตัวอย่าง

switch ($day) {
case 1 :
echo "Monday
\n";
break;
case 2 :
echo "Tuesday
\n";
break;
case 3 :
echo "Wednesday
\n";
break;
case 4 :
echo "Thurday
\n";
break;
case 5 :
echo "Friday
\n";
break;
case 6:
echo "Saturday
\n";
break;
case 7 :
echo "Sunday
\n";
break;
default :
echo "error
\n";
}


ถ้า ตัวแปร $day มีค่าที่อยู่ระหว่าง 1 ถึง 7 ก็จะพิมพ์ชื่อวันเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าตัวแปรมีค่านอกเหนือจากนั้น ซึ่งในกรณีจะเป็น default ในโครงสร้างแบบ switch-case ก็จะพิมพ์คำว่า error เพื่อให้ผู้ใช้ทราบ โปรดสังเกตว่า ในแต่ละกรณี จะต้องจบด้วยคำสั่ง break; ยกเว้นแต่ของ default ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ ถ้าเราไม่ได้ใส่คำสั่ง break; เอาไว้ โปรแกรมก็จะกระทำคำสั่งทุกคำสั่งในกรณีที่อยู่ถัดมา

การ จำแนกกรณีไม่จำเป็นต้องอาศัยเฉพาะตัวแปรที่เก็บค่าจำนวนเต็มเท่านั้น ข้อมูลแบบอื่นก็ใช้ได้ เช่น ใช้ข้อความเป็นตัวจำแนกกรณี เช่น


ตัวอย่าง

switch ($answer) {
case "yes" :
echo "The user said 'yes'.\n";
break;
case "no" :
echo "The user said 'no'.\n";
break;
default:
echo "The user said neither 'yes' nor 'no'.\n";
}


โปรดสังเกตว่า การจำแนกโดยใช้ข้อความนี้ จะดูความแตกต่างระหว่างตัวพิมพ์เล็กหรือใหญ่ด้วย

ในบางครั้งเราอาจจะไม่จำเป็นต้องใส่ break; ก็ได้ ตัวอย่างเช่น


ตัวอย่าง

switch ($answer) {
case "yes" :
case "no" :
echo "The user said '",$answer,"'.\n";
break;
default:
echo "The user said neither 'yes' nor 'no'.\n";
}

เงื่อนไขแบบ if-else

เงื่อนไขแบบ if-else

ใน บางครั้งมีความจำเป็นต้องจำแนกเงื่อนไขในการทำงาน โดยแต่ละเงื่อนไขจะกำหนดกรณี เพื่อทำคำสั่งหรือกลุ่มของคำสั่ง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากคำสั่งในกรณีอื่น ในภาษา PHP จะใช้ โครงสร้าง if หรือ if-else ในการจำแนกกรณีตามเงื่อนไข


ตัวอย่าง

if ($x == 0)
echo $x," is zero
\n";
else if ($x > 0)
echo $x," is positive
\n";
else
echo $x," is negative
\n";
?>


จาก ตัวอย่าง ถ้า $x มีค่าเป็นศูนย์ตามเงื่อนไข ก็จะทำคำสั่ง echo $x," is zero
\n"; ถ้าเงื่อนไขแรกเป็นเท็จ ก็จะเงื่อนไขที่สองว่า $x มีค่ามากกว่าศูนย์หรือไม่ ถ้าใช้ ก็ทำคำสั่ง echo $x," is positive
\n"; ถ้าเงื่อนที่สองเป็นเท็จอีก ก็ให้ทำคำสั่งในกรณีสุดท้ายคือ $x จะต้องมีค่าเป็นลบ

ถ้าในแต่ละกรณีต้องมีการทำคำสั่งมากกว่าหนึ่ง คือ เป็นกลุ่มคำสั่ง จะต้องใช้ { } มากำหนดขอบเขต (scope) เช่น


ตัวอย่าง

if ($x == 0) {
echo $x;
echo " is zero.
\n";
}
else if ($x > 0) {
echo $x;
echo " is positive.
\n";
}
else {
echo $x;
echo " is negative.
\n";
}
?>


โปรด สังเกตว่า { } ไม่ต้องมีเครื่องหมาย ; ต่อท้าย ในภาษา PHP มีการกำหนด elseif (เงื่อนไข) ขึ้นมาใช้ ซึ่งไม่มีอะไรแตกต่างจาก else if (เงื่อนไข)

โครงสร้างแบบ (เงื่อนไข) ? นิพจน์ : นิพจน์ แบบที่ใช้กันในภาษาซีนั้น ก็ใช้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น


ตัวอย่าง

$x= -0.1035;
echo (($x <>\n";
?>


การใช้ break และ continue ภายในลูป

คำสั่ง break และ continue ภายในลูปอย่างที่ใช้กันในภาษาซี ก็นำมาใช้กับภาษา PHP ได้ ตัวอย่างเช่น


ตัวอย่าง

unset($a);
$a[]=1;
$a[]=2;
$a[]=3;
$a[]="red";
$a[]="green";
$a[]="blue";
$a[]="none";

$i=0;
$found="not found";
for ($i=0; $i < count($a); $i++) {
if ( is_long($a[$i]) ) { // skip all integer elements
continue;
}
if ($a[$i] == "blue") {
$found=$a[$i];
break;
}
}
echo $found,"
\n";
?>


คำสั่ง continue บังคับให้ไปเริ่มต้นทำขั้นตอนในการวนลูปครั้งต่อไป ส่วน break นั้นส่งผลให้หยุดการทำงานของลูป

การทำขั้นตอนซ้ำหรือวนลูป

การทำขั้นตอนซ้ำหรือวนลูป

การ วนลูปหรือสร้างลูปเพื่อทำงานซ้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในภาษา PHP ก็จะใช้โครงสร้างเหมือนภาษาซี ดังต่อไปนี้


Loop ใน PHP

while-do loop
do-while loop
for-loop


while-do loop

while-do loop เพื่อคำนวณค่า เลขยกกำลังสอง ซึ่งมีเลขฐานตั้งแต่ 1 ถึง 12


ตัวอย่าง

$x = 1;
while ($x <= 12) {
echo $x*$x,"\n";
$x++;
}
?>


เริ่ม ต้นด้วยการกำหนดตัวแปร $x ให้มีค่าเป็นหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้ เราใช้เป็นเลขฐาน ในการคำนวณเลขยกกำลังสอง เมื่อเข้าสู่การวนลูปแบบ while-do จะมีการตรวจดูเงื่อนไข ของการวนลูปในแต่ละครั้งว่า เงื่อนไขเป็นจริงอยู่หรือไม่ ในกรณีนี้ เรากำหนดเงื่อนไขในการวนลูปไว้ว่า ถ้าค่าของ $x มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 ก็ให้ทำคำสั่งที่อยู่ภายในลูป ซึ่งก็คือ echo $x*$x,"\n"; โดยจะพิมพ์ค่าของผลคูณซึ่งหมายถึงเลขยกกำลังสองนั่นเอง หลังจากนั้น ก็ให้เพิ่มค่าของ $x ทีละหนึ่งในการวนลูปแต่ละครั้ง ค่าของ $x จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนมีค่ามากกว่า 10 เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นการจบการวนลูป เพราะว่า เราจะได้ว่า เงื่อนไข ($x <= 10) มีค่าเป็นเท็จ

สมมุติว่า ถ้าเปลี่ยนจาก $x++ เป็น $x-- ปัญหาก็จะเกิดตามมาเวลาใช้งาน คือ แทนที่จะวนลูปแค่สิบครั้ง ก็กลับกลายเป็นว่า เป็นการวนลูปนับครั้งไม่ถ้วน เพราะว่า ค่าของ $x จะลดลงเรื่อยๆในการวนลูปแต่ละครั้ง คือเป็นลบ และค่าเป็นลบจะน้อยกว่า 10 เสมอ (ยกเว้นแต่ว่า เมื่อถึงจุดเวลาหนึ่งค่าเป็นลบมากๆ จะกระโดดกลับเป็นบวก)

do-while loop

เพื่อคำนวณค่าเลขยกกำลังสอง ซึ่งมีเลขฐานตั้งแต่ 1 ถึง 20


ตัวอย่าง

$x = 1;
do {
echo $x*$x,"
\n";
$x++;
} while ($x < 20);
?>


โปรด สังเกตความแตกต่างระหว่างการใช้ while-do และ do-while โดยเฉพาะตรงเงื่อนไข ในการจบการวนลูป ในกรณีของ do-while เราจะกระทำขั้นตอนในลูปก่อนหนึ่งครั้ง แล้วค่อยตรวจดูว่า เงื่อนไขในการวนลูปเป็นจริงหรือไม่ ความแตกต่างนี้ เราสามารถจำได้ง่ายๆ คือว่า ถ้าใช้ do-while จะต้องมีการทำคำสั่ง ภายในลูปหนึ่งครั้งเสมอ แม้ว่าเงื่อนไขโดยเริ่มต้นจะเป็นเท็จก็ตาม ซึ่งแตกต่างจาก while-do ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จตั้งแต่เริ่ม ก็จะไม่มีการทำคำสั่งที่อยู่ในลูป

for-loop

ทำได้ตามตัวอย่างต่อไปนี้


ตัวอย่าง

for ($x = 1; $x <=10; $x++) {
echo $x*$x,"
\n";
}
?>


ใน บรรทัดที่เริ่มต้นด้วย for ระหว่างวงเล็บเปิดและปิด จะถูกแบ่งเป็นสามส่วนโดยเครื่องหมาย semicolon (;) ในส่วนแรกเราสามารถใส่คำสั่งที่ต้องการจะกระทำก่อนเข้าลูป ส่วนแรกนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ ในส่วนที่สองจะเป็นเงื่อนไขสำหรับการทำ loop และในส่วนที่สามจะคำสั่งที่จะต้องทำเป็นการจบท้ายลูปในแต่ละครั้ง หลักการทำงานของ for-loop จะคล้ายกับ while-do-loop

การใช้งาน for-loop และวางตำแหน่งส่วนต่างๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันแต่ให้ผลเหมือนกัน เช่น


ตัวอย่าง

$x=1;
for ( ; $x <=10; $x++) {
echo $x*$x,"
\n";
}

$x=1;
for ( ; $x <=10; ) {
echo $x*$x,"
\n";
$x++;
}
?>


จาก ตัวอย่างข้างบนที่ผ่านๆมา เป็นการวนลูปจะใช้การนับเลขเพิ่มขึ้นทีละหนึ่ง เรายังสามารถเขียนใหม่โดยเป็นการนับเลขลดลง ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการจะพิมพ์ตัวเลขเรียงลำดับจาก 10,9,8...,1 ก็อาจจะเขียนคำสั่งได้ดังนี้


ตัวอย่าง

for ($x=10 ; $x >0; $x--) {
echo $x,"
\n";
}
?>


การ ใช้งาน for-loop ก็จะเหมือนกับเวลาใช้ในภาษาซี ในหลายๆเรื่อง เช่น เราสามารถใส่คำสั่งได้ มากกว่าหนึ่งโดยใช้เครื่องหมาย (,) เป็นตัวแยก ตัวอย่างเช่น


ตัวอย่าง

for ($x=1, $y=0 ; $x < 10; $x++, $y--) {
echo "$x $y
\n";
}
?>